สนใจติดต่อ โทร. 088-755-0464
กลับไปหน้าข่าวสารและกิจกรรม
จุดแข็งประเทศอาเซียน รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
01/05/2559

แม้การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC จะยังไม่บูมอย่างที่หลายฝ่ายตั้งใจ แต่ในอนาคตอันใกล้อาจจะช่วยกันแทรกฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกขึ้นมาเหนือน้ำได้

แน่นอนว่า แต่ละประเทศในอาเซียนต่างมีจุดแข็งแตกต่างกันไป BUS & TRUCK จึงขอนำพาทุกท่านไปดูจุดแข็งของแต่ละประเทศในกลุ่ม AEC ว่า มีจุดแข็งอะไรบ้าง ที่เหมาะจะเข้าไปลงทุนเพื่อสร้างกำไร
   “ประเทศกัมพูชา” ยังคงมีทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย และอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะน้ำ ป่าไม้ และแร่ชนิดต่างๆ ในอนาคตอันใกล้ภาครัฐจะมีการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.สระแก้ว และ จ.ตราด ซึ่งจะเป็นโอกาสในการขยายการค้าไทย-กัมพูชา เพราะอยู่ใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง และใกล้ท่าเรือสีหนุวิลล์ รวมทั้งการท่องเที่ยวในพื้นที่เริ่มขยายตัวแล้ว
   “ประเทศบรูไน” รายได้เฉลี่ยต่อคน/ต่อปี อยู่ในอันดับที่ 2 ของอาเซียน และอันดับ26 ของโลก เป็นผู้ส่งออกน้ำมัน และมีปริมาณการสำรองน้ำมันเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน ถ้านักธุรกิจเงินไม่หนาจริงอาจจะเข้าไปดำเนินธุรกิจยากหน่อย แต่ด้วยมันสมองของนักธุรกิจไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก การเชื่อมจูนกับนักธุรกิจบรูไนอาจจะไม่ใช่เรื่องยากก็เป็นไปได้
   “ประเทศเมียนมา” มีทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จำนวนมาก มีพรมแดนเชื่อมโยงจีนและอินเดีย โดยมีด่านชายแดนเชื่อมไทยหลายแห่ง โดยภาครัฐอยู่ระหว่างเตรียมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษรองรับการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นด่านจ.ตาก และจ.เชียงราย อย่างไรก็ดี หลังจากการเลือกตั้งจบสิ้นลง ชาติเมียนมาอาจจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งก็เป็นไปได้ เหมือนเป็นการปลุกยักษ์ให้ตื่นจากการหลับไหล
   “ประเทศฟิลิปปินส์” มีประชากรจำนวนมากอันดับที่ 12 ของโลก แรงงานทั่วไปมีความรู้ สามารถสื่อสาร ภาษาอังกฤษได้ ถึงจะไม่มีพรมแดนติดกับชาติไทย แต่การขนส่งทางเครื่องบินก็ได้เป็นไปได้สวย จากข้อมูลปี 2555-2557 การค้าขายระหว่างไทย-ฟิลิปปินส์ มีมูลค่าปีละ 247,173 ล้านบาท
   “ประเทศสิงคโปร์” รายได้เฉลี่ยต่อคน/ต่อปี สูงที่สุดของอาเซียน และติดอันดับ15 ของโลก เป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ มีที่ตั้งเอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางการเดินเรือ
   “ประเทศมาเลเซีย” มีประมาณการสำรองน้ำมันมากเป็นอันดับที่ 3 และก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับที่ 2 ของเอเชียแปซิฟิก ระบบโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรและแรงงานมีทักษะ ในอนาคตอันใกล้รัฐบาลไทยจะพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.สงขลา ประกอบด้วย 4 ตำบล ในอำเภอสะเดา ได้แก่ ตำบลสะเดา ตำบลสำนักขาม ตำบลสำนักแต้ว และตำบลปาดังเบซาร์ จะเป็นโอกาสในการขยายการค้าไทย-มาเลเซีย พื้นที่อยู่ใกล้ท่าเรือปีนัง และท่าเรือกลางมาเลเซีย จะเสริมโอกาสอุตสาหกรรมอาหารทะเล ฮาลาล และยางพารา
   “สปป.ลาว” การเมืองมีเสถียรภาพ มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะน้ำและแร่ชนิดต่าง ๆ มีสะพานข้ามแม่น้ำโขงเชื่อมกับไทย 4 แห่ง และในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มอีก 2 แห่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา ทั้งนี้ ภาครัฐยังเตรียมพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.มุกดาหาร เชื่อมไทย-สปป.ลาว สู่เวียดนามด้วย
   “ประเทศเวียดนาม” มีประชากรเป็นจำนวนมากอันดับที่ 14 ของโลก มีแนวชายฝั่งทะเลยาวกว่า 3,200 กิโลเมตร สามารถเชื่อมโยงได้ทั้งจากเมียนมาสู่เวียดนาม และสปป.ลาวสู่เวียดนามด้วย ปี 2553-2557 การค้าระหว่างไทย-เวียดนาม ปีละประมาณ 9,615 ล้านเหรือสหรัฐฯ หรือประมาณ 288,450 ล้านบาท ถือเป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของอาเซียน รองจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย
   และ “ประเทศอินโดนีเซีย” มีประชากรมากเป็นอันดับ4 ของโลก และมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีชาวมุสลิมมากที่สุดในโลก มีทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลายและจำนวนมาก โดยเฉพาะถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ โลหะต่างๆ
ทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมาข้างต้น อาจจะเป็นแนวทางให้กับนักธุรกิจและผู้ประกอบการไทยในการมองธุรกิจชาติอาเซียนทะลุปรุโปร่งขึ้นไปอีก เพื่อมุ่งสู่การขยายธุรกิจสู่ชาติอาเซียน และเพื่อผนึกกำลังกันต่อสู้กับชาติมหาอำนาจโลกด้วย

บทความมาจาก :   Bus&Truck Media

กลับไปหน้าข่าวสารและกิจกรรม